สวัสดีคับ...ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก
ผมจะขอย้อนอดีต...เกี่ยวกับ บริษัท บลิชเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด....ซักเล็กน้อย...เพราะ...นักธุรกิจ...รุ่นใหม่อาจยังไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน...อาจจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านได้บ้าง...ไม่มากก็น้อยนะคับ....เริ่มกันเลย
ย้อนกลับไปเมื่อสักประมาณช่วงปี 2534 ได้มีกลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่ง ชื่อ "บลิสเชอร์" และระบุว่าทำธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน หรือไทม์แชริ่ง โดยเปิดรับสมาชิกจำนวนมาก ผู้สมัครในชั้นแรกจะต้องจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท และจะมีสิทธิ์เข้าพักในโรงแรมต่างๆ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืนต่อปี นาน 20 ปี
ที่น่าสนใจก็คือ หากผู้สมัครจัดหาสมาชิกเข้าร่วมโครงการจะได้ค่าตอบแทนอีก 20% และหากสามารถจัดหาผู้สมัครรายอื่นเพิ่มเติม ก็จะได้ค่าตอบแทนอีก 20% โดยที่ผู้สมัครที่ให้การแนะนำเป็นคนแรก ก็จะได้ค่าตอบแทนเช่นกันลดหลั่นกันไป
เนื่องจากผู้ชักชวนมักจะกระตุ้นอยู่เสมอๆ ว่า หากหาสมาชิก เพิ่มได้อย่างน้อย 4-5 คน ก็จะคุ้มทุน 30,000 บาทที่เสียไปแล้ว แต่ถ้าหาสมาชิกได้จำนวนมากกว่านี้ รายได้จากเปอร์เซ็นต์ก็จะพอกพูนขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น
เนื่องจากผู้ชักชวนมักจะกระตุ้นอยู่เสมอๆ ว่า หากหาสมาชิก เพิ่มได้อย่างน้อย 4-5 คน ก็จะคุ้มทุน 30,000 บาทที่เสียไปแล้ว แต่ถ้าหาสมาชิกได้จำนวนมากกว่านี้ รายได้จากเปอร์เซ็นต์ก็จะพอกพูนขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น
ความจริงที่ปรากฏก็คือ การชักชวนชาวไร่ชาวสวนจากต่างจังหวัดเพื่อให้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิก ด้วยการใช้รายได้จำนวนมหาศาลในการจูงใจ บางครั้งมีการนำเช็กที่สมาชิกบางคนได้รับมาโชว์ให้กับ "เหยื่อ" ที่กำลังสนใจได้ชมเป็นขวัญตาว่าหากทำได้จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน 5 หลัก 6 หลักเลยทีเดียว
การเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ของบลิสเชอร์ มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อกระทรวงการคลังได้ประกาศแถลงการณ์ให้ประชาชน ระวังในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือร่วมลงทุนในธุรกิจใด เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2536
เมื่อมีข่าวคราวออกไปดังกล่าวทำให้ประชาชนเริ่มระวังตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้การดำเนินการของบลิสเชอร์ สะดุดตามไปด้วย ซึ่งบลิสเชอร์ก็พยายามแก้เกมด้วยการใช้วิธีการโฆษณาผ่าน สื่อต่างๆ และยังชักชวนให้คนที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกและพร้อมจะจ่ายผลตอบแทนให้ในอัตราที่สูง
เมื่อปลายเดือนมกราคม 2537 และเริ่มมีประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาร้องเรียนต่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระลอกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเป็นสมาชิกของบลิสเชอร์ จากนั้นกระทรวงการคลังก็ได้รวบรวมเรื่องราวทั้งหมด รายงานต่อนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น พร้อมนายกฯยังมี คำสั่งให้กระทรวงการคลังรีบคลี่คลายปัญหานี้โดยเร็วก่อนที่เรื่องจะบานปลาย
ภายหลังการประชุมของคณะกรรมการป้องปรามธุรกิจการเงินนอกระบบ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 ก็ตัดสินใจลงดาบ บลิสเชอร์ ในฐานะความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534 ตามมาตรา 4 และ 5 ฐานหลอกลวงประชาชน
เป็นการปิดฉากแชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ จำกัด นายธน อัจฉริยวโรดม, น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ, น.ส.ปัญจวรรณ เบญจมาศมงคล, นายสาวิตร โกกิลานนท์, น.ส.มณีรัตน์ ถาวรยศ, นายแสงทอง แซ่กิม, นายกิตติ เสนีย์สิริกุล, นายอรรณพ กุลเสวตร์ และนายสุพจน์ โชติเสรีวิทย์ ร่วมกันเป็นจำเลยขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลย ทั้ง 10 เป็นบุคคลล้มละลาย โดยอ้างว่าจำเลยมีหนี้สินรวมกันถึง 727.44 ล้านบาท
โดยครั้งนี้มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนทางการมากกว่า 2 หมื่นราย
เพราะฉะนั้น...หากท่านไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย...ท่านควรจะศึกษาว่าธุรกิจที่ท่านทำอยู่นั้น...เข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่รึปล่าว...อย่ารีบตัดสินใจในการทำธุรกิจใดๆก็ตาม...ท่านควรศึกษาธุรกิจนั้นให้ดีเสียก่อน...ท่านถึงจะประสพความสำเร็จในธุรกิจนั้นๆ...ในบทความครั้งต่อไปผมจะเปรียบเทียบให้ดูว่า...แชร์ลูกโซ่กับธุรกิจเครือข่ายแตกต่างกันอย่างไร??
โปรดติดตามบทความของผมในครั้งต่อไปนะคับ^^
แล้ว สุดท้ายนายแสงทอง ก็ไม่ได้เป็น ผู้กระืำทำความผิดครับ ไปอ่านข่าวดูนะครับ ศาลตัดสินมาแล้วว่าเขาไม่ผิด
ตอบลบ